๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

ถุงวิเศษ



ป่าว ถุงพลาสติกใบนี้มิได้มีอิทธิฤทธิ์ เหาะ เหิร หรือล่องหนกระทำเรื่องอัศจรรย์ได้แต่ประการใด ถุงใบนี้เป็นถุงวิเศษสำหรับลูกลุงเยี่ยมเองแหละ กล่าวคือ วันนี้ลูกลุงเยี่ยมไปวัดชายนาเพื่อบูชาตะกรุดถักเชือก กับปลัดฯ ให้คุณ nokn ที่สั่งวัตถุมงคลไว้ พร้อมทั้งรีเควสไว้ว่า หากเจอหลวงพ่อ รบกวนให้หลวงพ่อเสกเป่าให้ด้วยก็จักขอบคุณ ผู้ใช้บริการลุงเยี่ยมก็เคยขอกันมาเป็นปกติ พบหลวงพ่อบ้าง ไม่พบหลวงพ่อบ้าง ก็มิได้มีใครแง่งอนแต่อย่างใด
วันนี้ ลูกลุงเยี่ยมไปกดตังค์ในอำเภอ แล้วก็ซื้อน้ำผลไม้มาถวายหลวงพ่อด้วย ถ้าหลวงพ่ออยู่ (เราไม่ชอบโทร.เช็ก ทั้งที่ก็มีเบอร์ที่เช็กก่อนได้ ว่าหลวงพ่ออยู่หรือไม่ คนแถวชายนาเขาชอบวัดใจกันไปเลยมากกว่า ^^) ก็ปรากฎว่าโชคดี พบหลวงพ่อเดินๆ ดูวัดอยู่ตามปกติของท่าน เราก็ถือกล่องน้ำผลไม้เดินตามหลวงพ่อ ท่านก็ถามว่า "เอาอะไรมาอีกล่ะ" เอาน้ำแครอทมาถวายหลวงพ่อเจ้าค่ะ "เฮอะ น้ำผลไม้มันก็ไม่อิ่มน่ะสิ" "อิอิ เจ้าค่ะ ข้าวดีกว่านะเจ้าคะ ^^ โยมมาบ่าย เลยถวายน้ำปานะเจ้าค่ะ" เมื่อหลวงพ่อไปนั่งที่ที่ท่านรับแขกแล้ว เราก็ถวายน้ำผลไม้รวม 100% แบบแพ็คๆ ที่มีโฆษณานั่นแหละ หลวงพ่อท่านก็รับไปอ่านข้อความข้างกล่อง แล้วท่านก็อ่านถึงคำว่า "ไม่ใส่วัตถุกันเสีย...เฮอะ ไม่จริงหรอก" อิอิ เราก็เรียนท่านว่า "โยมเห็นมันโฆษณาว่าดีเจ้าค่ะ เลยนำมาถวาย โยมไม่รู้ว่ามันจริงหรือเปล่า เอามาให้หลวงพ่อพิจารณาก่อนเจ้าค่ะ ถ้าหลวงพ่อไม่ฉัน เอาให้ทิดบีกินนะเจ้าคะ" เราไม่ได้จิตตกแต่อย่างใด ที่หลวงพ่อมีท่าว่าไม่ปลื้มน้ำผลไม้กล่องๆ เพราะท่านระมัดระวังเรื่องของขบฉันยิ่งนัก ท่านจึงได้แข็งแรงอย่างที่เราเห็น แล้วเราก็ได้ความรู้เพิ่มอีกอย่าง ว่าอย่าหลงคำโฆษณาชวนเชื่อในทีวีมากไป หลวงพ่อท่านมี "ปัญญา" ยิ่งแท้ แต่เราๆ ท่านๆ คนเดินดินนี่มีแต่ "สัญญา" ความจำๆ เอา แล้วเหมาเอาเองว่านั่นคือ "ปัญญา"
ตอนนั้นเรายังไม่ได้บูชาของที่ตู้ตามสั่ง แต่นั่งฟังหลวงพ่อสนทนาก่อน โอกาสไม่มากนัก ที่หลวงพ่อท่านจะว่างนั่งโปรดญาติโยมเช่นนี้ ตอนนั้นมีญาติโยมมาหาท่านอีก 3 คน เขาก็ได้ขอตะกรุดหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ให้ตะกรุดดอกเล็กแด่เขาทั้ง 3 คน หนึ่งในนั้นเขาก็ถามเราว่า หนูไม่เอาเหรอ เอาสิ หลวงพ่อท่านให้นั่นแน่ะ เราก็ตอบน้าเขาไปว่า "เดี๋ยวหลวงพ่อว่าค่ะ หนูได้ไปแล้ว ^^" จังหวะนั้นเราก็รีบไปเปลี่ยนตะกรุดกับปลัดในตู้มานั่งตรงองค์หลวงพ่ออีกครั้ง ถือถุงพนมมือ "หลวงพ่อเจ้าคะ...ถ้าคนเปลี่ยนวัตถุมงคล แล้วเอามาให้หลวงพ่อเป่าอีก หลวงพ่อรำคาญไหมเจ้าคะ" หลวงพ่อตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด "รำคาญ!...มา เอามา" อิอิ ปากหลวงพ่อบอกว่ารำคาญ แต่เมื่อเห็นถุงตะกรุดในมือเรา หลวงพ่อก็เปิดฝาบาตร เอามารับถุงตะกรุดจากเราไป “เสก” ให้ หลวงพ่อไม่ได้เป่าเพียง 2 วินาทีอย่างที่เคยเห็นท่านเป่า “เจริญศรัทธา” ญาติโยมที่นำวัตถุมงคลมาให้ท่านเป่าอยู่เสมอๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ว่าคนมาถึงวัด และพบองค์หลวงพ่อแล้ว เปลี่ยนวัตถุมงคลแล้ว เขาก็อยากจะให้หลวงพ่อเสกเป่า หรือจารเพิ่มให้ ตามปกติ ถ้าไม่มีใครรีเควส ลูกลุงเยี่ยมก็ไม่อยากรบกวนหลวงพ่อ แต่เมื่อมีการขอมา เราก็มักจัดให้ตลอด คิดว่า “ถ้าหลวงพ่อด่า แปลว่าหลวงพ่อให้พร ^^”
ครั้งนี้ มีจังหวะเหมาะที่คิดจะถามองค์หลวงพ่อ ถ้าท่านรำคาญ และเบื่อกับการต้องเสกต้องเป่าของที่ท่าน “ทำ” แล้วเต็มที เราคิดว่าจะไม่ขอรบกวนหลวงพ่อในเรื่องนี้อีกแล้ว แต่หลวงพ่อเมตตาหลับตา “เสก” ถุงนี้นานทีเดียว แล้วท่านก็ส่งคืนให้ แล้วก็ถามเหมือนเดิม "มึงเอาไปไหนอีกเยอะแยะล่ะ" เราก็ตอบเหมือนเดิม “คนเขาฝากมาเปลี่ยนเจ้าค่ะหลวงพ่อ...3 ดอกมั่ง 6 ดอกมั่ง 10 ดอกมั่งเจ้าค่ะ”
คราวนี้หลวงพ่อนิ่งเฉยไปแป๊บนึง แล้วก็โกยตะกรุดเมตตาดอกเล็กที่ท่านแจกพี่ 3 คนไปเมื่อกี้ ยื่นมือมาให้เรา บอกว่า “เอ้า นี่มึงเอาไปแจกเขา ไม่ต้องให้เขาเปลี่ยน!” โอ้...เราปลื้มมาก และตื่นเต้นตื้นตัน จนยื่นถุงไปตรงหน้าองค์หลวงพ่อ พร้อมกับกางปากถุงซึ่งมีขนาดเล็กออก ให้หลวงพ่อหย่อนตะกรุดลงมาในถุง!! นาทีนั้น ลูกลุงเยี่ยมลืมความเหมาะสมไปซะฉิบ คิดดีใจแต่ว่า หลวงพ่อให้ตะกรุดตั้งเป็นกำมือ ความจริงควรจะปล่อยให้ท่านวางตะกรุดไว้ในบาตร แล้วเราควรเป็นคนหยิบใส่ถุงเอง! แต่หลวงพ่อท่านก็หย่อนตะกรุดดอกเล็กลงในถุง ที่เรายกถือไว้ โดยไม่ตกหล่นกระเด็นไปเลยสักดอกเดียว (หลายครั้งหลวงพ่อชอบทดสอบความว่องไวของคน ด้วยการโยนๆ ของให้ ^^) ลูกลุงเยี่ยมรับถุงก๊อปแก๊ปตะกรุดมาผูกไว้กับสายกระเป๋าที่สะพายอยู่ ปกติก็จะไม่วางตะกรุดหลวงพ่อไว้ที่พื้นอยู่แล้ว ครั้งนี้เลยผูกไว้ให้ห้อยต่องแต่งติดกระเป๋าสะพายเฉียงอกซะเลย เพราะถุงใบนี้ กลายเป็นถุงวิเศษซูเปอร์มงคลไปแล้วในบัดดล ด้วยพระเมตตาจากองค์หลวงพ่อตัด ปวโร
จากนั้นลูกลุงเยี่ยมก็นั่งฟังหลวงพ่อพูดคุยกับพี่อีก 3 ท่านต่อ ร่วมคุยสอบถามโน่นนี่หลวงพ่อบ้างเป็นระยะๆ ตามปกติ จนกระทั่งมีคุณตาศิษย์หลวงพ่อ นำเหรียญและพระผงมาให้หลวงพ่อจารจำนวนหนึ่ง เห็นหลวงพ่อใช้หมึกเคมีสีทองจารอักระกลมๆ ลงบนพระ ช่างเร้ากิเลสเราเหลือเกิน ให้อยากได้บ้าง เลยรีบค้นในกระเป๋า ซึ่งมีพระผงรูปเหมือนของหลวงพ่อใสซองพลาสติกอยู่พอดี เมื่อเห็นหลวงพ่อจารให้คุณตาเสร็จแล้ว เราจึงรีบตามน้ำยื่นพระผงไปบ้าง...ตามประสาคนชอบเกริ่นกล่าว จึงเรียนหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อเจ้าคะ โยมเคยแต่ขอให้หลวงพ่อจารให้คนอื่นทั้งนั้นเลย ยังไม่เคยขอให้หลวงพ่อจารอะไรให้โยมเลยค่ะ” หลวงพ่อบอกว่า ดีแล้ว ให้คนอื่นเยอะๆ ให้ตัวเองน้อยๆ ^^ “นั่นมันของกูนี่ ไม่ใช่ของมึง นั่นไม่ต้องเสกแล้วนะ” หลวงพ่อพูดเสมอว่าพระสมเด็จนั่งโต๊ะ หรือพระผงรูปเหมือนนี่แหละ “ของกู...รูปกู” ว่าแล้วท่านก็รับพระผงไปขีดๆ วงๆ หมึกสีทองด้านหลังองค์พระให้ เสร็จแล้วท่านก็คืนให้โดยวางลงตรงฝาบาตร


ลูกลุงเยี่ยมจึงปลื้มมากๆ สำหรับเมตตาไม่มีประมาณ ที่หลวงพ่อมอบให้ในวันนี้ จนต้องรีบมาบันทึกไว้

และมีความยินดีจะบอกไปถึงผู้ใช้บริการลุงเยี่ยมทุกท่าน ว่าท่านที่สั่งวัตถุมงคลตั้งแต่วันนี้ มีคุณ nokn เป็นรายแรก นับไปอีก 13 รายชื่อ รวมเป็น 14 ราย จะได้รับตะกรุดดอกเล็กที่หลวงพ่อท่านให้ในวันนี้ด้วยค่ะ เพิ่มจากที่เคยแถมผ้ายันต์อยู่เป็นปกตินะคะ สาธุๆๆ

๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

ธรรมะในแบบหลวงพ่อฯ


เราพูดให้คนสนิทฟังเสมอ ว่าเราเสียดายจริงๆ ที่มิได้เป็นชาย ไม่มีโอกาสบวชกับหลวงพ่อฯ เคยปรารภให้หลวงพ่อท่านได้ยินด้วย ท่านบอก..."ไม่เป็นไรหรอก"

"แล้วหลวงพ่อให้อุบาสิกามาอยู่ปฏิบัติกับหลวงพ่อได้ไหมเจ้าคะ" "นั่นไง วันพระเขาก็มาถืออุโบสถกันที่ศาลาโน่น...ถ้าจะทำมันยุ่ง เขาต้องจัดสถานที่ แยกเป็นสัดส่วน ไม่งั้นไม่ได้ๆ" หลวงพ่อหมายถึง พระ อุบาสก อุบาสิกา ถ้ามาปฏิบัติในสถานที่เดียวกัน ต้องมีการวางระบบ มีการจัดการอะไรให้เรียบร้อยเหมาะสม ป้องกันการเกิดคำครหา "โลกวัชชะ" โลกติเตียน

เคยอ่านหนังสือของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ท่านบอกว่า พระอรหันต์มีคุณสูง และก็มีโทษสูงเช่นกัน เรื่องคุณนั้น คงได้รับทราบรับฟังกันมาแล้ว แต่ที่บอกว่า "โทษ" นั้น หมายถึง ถ้าใครเผลอไปกระทำการใด ไม่เหมาะ ไม่ถูกต้อง ตลอดจนถึงกับปรามาส พระอริยเจ้าระดับนี้ละก้อ ลงอเวจีแหงแซะ!!! เราเชื่อ โลกนี้ไม่ว่างจากพระอรหันต์ แต่ผู้ที่ไม่เคยศึกษาสัมผัสมาก่อน ก็คิดว่าพระอรหันต์ต้องตั้งท่า นั่งแข็ง เคร่งขรึม ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ผิดถนัด!!! ถึงกับมีคำพูดว่า "บางคนมันจะชนพระอรหันต์แล้ว มันยังไม่รู้" ผู้รู้บอกว่า พระอรหันต์ท่านก็ยังต้องมีวาสนาเก่า คือนิสัยเก่าๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะองค์ของท่าน เช่น ที่มีการกล่าวถึงท่านพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวาขององค์พระพุทธเจ้า แม้ตอนที่พระพุทธะรับรองแล้วว่า ท่านเป็นพระอรหันต์แน่แท้ไม่ต้องสงสัย คราวหนึ่ง หมู่พระภิกษุหมู่ใหญ่ มีกิจธุระต้องไปยังสถานที่หนึ่ง ซึ่งต้องข้ามคูคลองไป ท่านพระสารีบุตรยัง "ถกเขมร" คือถลกจีวรขึ้นมามัดเป็นกางเกงแบบนายขนมต้มยังงั้นน่ะ กระโดดข้ามคูคลองดังกล่าวไปซะเลย ^^ พระใหม่บางท่าน เห็นแล้วคิดว่า ทำไมพระอัครสาวกผู้เป็นพระอรหันต์แล้ว จึงไม่สำรวม องค์พระพุทธเจ้าบอกว่า "ท่านสารีบุตรเกิดเป็นวานรมาหลายชาติ วาสนาเดิมติดมา" ยกเว้นองค์พระพุทธเจ้าเท่านั้น เมื่อตรัสรู้แล้ว ไม่มีการปรากฎของวาสนาเก่าโดยสิ้นเชิง

หลายคนที่เคยไปกราบหลวงพ่อตัด ล้วนกล่าวขานกันว่า ท่านไม่ค่อยเรียบร้อยบ้าง ไม่ค่อยสำรวมบ้าง ด่าเก่งบ้าง พูดไม่รื่นหูบ้าง ฯลฯ บางครั้ง ท่านจะพูดโหดๆ ให้ญาตโยมที่ไปกราบนมัสการท่านอึ้งกิมกี่ เช่น ถ้ามีคนนิมนต์ท่านไปฉันภัตตาหาร ท่านก็พูดว่า
"จะมาเลี้ยงพระทำไม้...อยากรวยให้เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย อยากฉิบหายให้เลี้ยงพระ!"
คนที่คิดสั้น และไม่มั่นใจในพระสังฆคุณขององค์หลวงพ่อ อาจจะตกใจรีบหนีกลับบ้านไปเลย แล้วคิดในใจว่า "พระองค์นี้นี่ยังไงนะ" ดังที่หลวงพ่อเองก็ชอบพูดว่าตัวเองว่า "ข้าฯ มันบ้าๆ อยู่"
ลูกลุงเยี่ยมเองก็เคยได้ยินกับหูครั้งหนึ่ง...ไปกับแม่ ไปนิมนต์ท่านและพระที่วัดฉันภัตตาหาร แต่คำแรกท่านบอก
"อยากรวยให้เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย อยากฉิบหายให้เลี้ยงพระ!" แม่เรานี่อึ้งเลย หน้าตาแหยเก ลูกลุงเยี่ยมยิ้มสู้ ฟังท่านต่อ...ท่านไปเอาปฏิทินมาดูคิวกิจนิมนต์ แล้วท่านก็หันมาบอกเราเสียงอ่อนโยนว่า
"วันเสาร์น่ะไม่ว่าง...ไปบวชพระที่กระจิวนะ"
"เจ้าค่ะหลวงพ่อ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ"
มีอีกครั้ง เห็นญาตโยมมาจากแดนไกล หลวงพ่อก็ทำท่าเสือพูดดุๆ ตามสไตล์ท่าน แบบที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า "หน้าไม่รับแขก" น่ะ ภายหลังสบโอกาส เราก็ถามท่าน
"หลวงพ่อเจ้าคะ ญาตโยมเขามาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกว่ารำคาญ ไม่กลัวเขาเสียกำลังใจหรือเจ้าคะ"
"เฮอะ ข้าฯ ไม่ได้ใช้ให้มันมาหนิ"...">.<" แปลว่าท่านไม่ติดลาภสักการะ ท่านมักจะพูดว่าแถวบ้านมึงไม่มีพระหรือไง นั่งรถมาไกลๆ เสียเงินเสียทอง
"หลวงพ่อเจ้าคะ ทำไมหลวงพ่อพูดว่า เลี้ยงพระแล้วจะ ship หายล่ะเจ้าคะ"
"เอ้า! มึงก็ลองคิดดูสิ" "หลวงพ่อพูดแบบนี้ ถ้าคนไม่มาวัด ไม่มากราบพระ ก็ไม่ได้เกาะผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์สิเจ้าคะ"
"ฮ่าๆ มันก็ไม่แน่ ดูวัดนะ ดูพระด้วย มันไม่แน่ว่าจะเป็นบุญหรอก...บางที่ทำบุญเท่านั้นเท่านี้นะโยม จะได้บูญเท่านั้นเท่านี้นะโยม...เฮอะ นั่นมันเรียกบ้าบุญ...บางคนนะ ทำบุญใส่ซอง ยกมือจบ ซ้า...ธุ ขอให้ลูกช้างถูกหวยทีเถ๊อะ เฮอะ"
"ทำแล้วต้องไม่หวังจะเอายังงั้นยังงี้ใช่ไหมเจ้าคะ"
"เอ้อ...ทำไปแล้วไม่ต้องเสียดาย" "หนูทำ 100 บาทไม่เสียดายเจ้าค่ะ แต่ถ้าเป็นพันเสียดายเจ้าค่ะ" "เอ้อๆ"
...หลายคนที่ไปวัด บ้างก็ไปครั้งเดียวเข็ด และไม่ยอม "ขบ-คิด" ในสิ่งที่หลวงพ่อแสดงออก เลยไม่ได้รับรู้รับฟัง หรือได้เห็น "เนื้อทอง" ขององค์หลวงพ่อ
ล่าสุด มีพ่อค้าหาบเร่เข้าไปขายของในวัดชายนา ไปพบองค์หลวงพ่อพอดี ท่านก็ "เม้ง" ใส่ สอบถามที่มาที่ไปตามสไตล์ท่าน พ่อค้ารีบกลับหลังหันโกยอ้าวออกจากวัดไปทันที
แต่ภายหลัง ท่านพูดให้ศิษย์ฟังว่า "นั่นถ้ามันทนกูอีกสักหน่อยเดียวนะ กูจะเหมาของมันให้หมดเลย ไม่ให้มันไปแบกขายให้เหนื่อยต่อ"
ธรรมะของท่านสั้นๆ แต่เด็ดขาด บางอย่างเป็นปริศนาธรรม ยิ่งคิดยิ่งลึกล้ำ ยิ่งคลี่คลายขยายผล แล้วเวลาที่ได้เห็นท่านปฏิบัติศาสนกิจ นุ่มห่มผ้ากาสวพัตส์เรียบร้อย หรือขึ้นธรรมาสถ์เทศน์ละก้อ ประกายแห่งความเป็นเนื้อนาบุญอันประเสิรฐของท่าน เปล่งรังสีออกมาดุจแสงแห่งจันทร์เพ็ญทีเดียว

หลวงพ่อเขียนติดกระดานดำแผ่นเล็กๆ ไว้ที่วัดว่า

"มีบาตร ไม่โปรด

มีโบถส์ ไม่ลง

อาบัติ ไม่ปลง

เป็นสงฆ์ อย่างไร"

๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

นี่ลายเซ็นข้าฯ "พระครูบวรกิจโกศล"

lptadprintsmall

เนื่องจากลูกลุงเยี่ยมมีอาชีพหลักทำมาหากินกับคอมพิวเตอร์ คือทำงานออกแบบสิ่งพิมพ์อยู่แล้ว เมื่อไปกราบหลวงพ่อตัดบ่อยๆ จึงอยากทำอะไรที่เป็นฝีมือตนเองถวายหลวงพ่อ ครั้นจะร้อยมาลัย ทำอาหารคาวหวานก็จนปัญญา แหะๆ ภาพถ่าย - ลายเซ็นท่าน จึงผุดขึ้นมาแจ่มอยู่ในหัว ว่าแล้วลูกลุงเยี่ยมก็ตัดต่อภาพหลวงพ่อขนาดบูชาปี 49 กับลายมือที่หลวงพ่อจารด้านหลังภาพให้น้องเขย นำมาจัดวางรวมกันอยู่ด้านหน้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ตอนแรกไม่ทราบว่าอักขระที่หลวงพ่อจารนั้น อ่านว่าอะไร และมีความหมายอย่างไร การนำมาจัดวางและตัดต่อใหม่ เหมาะสมหรือไม่ เมื่อทำภาพเสร็จ จึงทำตัวอย่างไปให้หลวงพ่อพิจารณาก่อน กราบเรียนท่านว่า "โยมทำงานด้านนี้อยู่แล้ว เลยทำภาพหลวงพ่อมาถวายเจ้าค่ะ"
"เฮอะ จะเอามาถวายทำมั้ย...มันต้องใช้เงินนะนั่นน่ะ" "ไม่แพงเจ้าค่ะ โยมทำมาเป็นตัวอย่างให้หลวงพ่อดูก่อน ว่าเหมาะสมไหม" "เออ...เอาเล็กๆ ดีกว่า ขนาดนี้ๆ เขาจะเอาไปเลี่ยมห้อยคอกัน" หลวงพ่อเมตตาแนะให้ และหยิบภาพถ่ายเล็กๆ รูปท่าน ที่วัดในกรุงเทพฯ จัดพิมพ์ถวายมาให้เราดูเป็นตัวอย่าง 1 ใบ "หลวงพ่อเจ้าคะ นี่หลวงพ่อเขียนว่าอย่างไรเจ้าคะ" "นะโม พุทธายะ" หลวงพ่อตอบพร้อมชี้มือที่ด้านบนภาพ "แล้วข้างล่างนี่ละเจ้าคะ" "นั่นลายเซ็นข้า" "พระครูบวรกิจโกศลหรือเจ้าคะ" ลูกลุงเยี่ยมเดา เพราะเห็นว่าตัวอักษรเรียงยาว ถ้าท่านเซ็นว่า "ตัด" ก็คงสั้นกว่านี้ ^^ หลวงพ่อก็พยักหน้ารับว่าใช่
เวลาต่อมา เพื่อนคนเหนือเจ้าเก่าทราบเรื่อง จึงรีบเสนอตัวเป็นเจ้าภาพอัดภาพชุดนี้ถวาย 2,000 ใบ พร้อมใส่ซองพลาสติกให้ซะเรียบร้อย โดยมีส่วนเกินจำนวนหนึ่งหลักร้อยใบ พวกเราจะขอเมตตาท่านขอกลับมาแบ่งเพื่อนๆ เพื่อนคนเหนือนี้อ่านอักขระขอมด้านบนอีกบรรทัด ซึ่งหลวงพ่อไม่ได้บอกไว้ คือแถวที่ 3 น่ะ อ่านว่า "ปวโร"...อันเป็นฉายาของหลวงพ่อนั่นเอง
วันนี้ ได้ฤกษ์งามยามดี ลูกลุงเยี่ยมถือถุงภาพถ่ายทั้งหมด ไปถวายหลวงพ่อที่วัดแล้ว คนเยอะแยะแต่เช้า เพราะมีคณะญาติโยมจะมาทอดผ้าป่าด้วย พอเห็นลูกลุงเยี่ยม หลวงพ่อก็ทักเหมือนเดิม "เอ้า มาทำไม" ^^ แล้วท่านก็ลุกจากเก้าอี้มานั่งตรงที่ท่านรับแขกประจำ พร้อมหยิบแว่นตาดำมาสวม (ท่านยังมีอาการเจ็บตาอยู่) เรากราบท่านแล้ว จึงค่อยกราบเรียนท่าน "โยมเอารูปหลวงพ่อมาถวายแล้วเจ้าค่ะ ถุงนี้ 2,000 ใบ โยมถวายเจ้าค่ะ ถุงน้อยนี้ โยมขอกลับมาแจกเพื่อนๆ เจ้าค่ะ" หลวงพ่อเปรยว่า "ตั้ง 2,000 ใบ จะแจกหมดเร้อ" ลูกศิษย์หลวงพ่อที่เป็นนายตำรวจบอกว่า "จะไม่พอแจกสิครับหลวงพ่อ" หลวงพ่อก็หัวเราะน้อยๆ "เอ้อๆ พูดผิดไป จะพอแจกเร้อ เอิ้กๆ มันเสียเงินนะเนี่ย เอามาถวายทำมั้ย" "เพื่อนโยมทำมาถวายเจ้าค่ะ เขาจะเอาทรัพย์...ภายใน อิอิ" "เอ้อๆ จะเอาทรัพย์ภายในเรอะ ฮึ จะเอาไปทำไม" แหะๆ เราหมดมุก จนปัญญาที่จะตอบหลวงพ่อ เพราะหลวงพ่อเคยสอนเพียงว่า ถ้าใครเขาถาม ว่ามาวัดทำไม เสียเวลาทำมาหากิน ให้บอกเขาไปว่า "มาเอาทรัพย์ภายใน" ส่วนจะเอาไปทำไม หลวงพ่อยังไม่ได้สอน เราเลยตอบไม่ถูก
หลวงพ่อเมตตาสวดมนต์เสกภาพถ่ายชุดนี้ นานทีเดียว (สวดออกเสียง แต่ลูกลุงเยี่ยมไม่ทราบว่าเป็นคาถาอะไร)
แล้วท่านก็โยนถุงภาพถ่ายถุงน้อยให้ลูกลุงเยี่ยม ส่วนอีก 2,000 ใบ ท่านเปิดซองหยิบมาพิจารณาใกล้ชิด พลิกหน้าพลิกหลัง แล้วก็บอกว่า "นี่จะเอาไปตอกก่อนดีกว่า" "ตอกทำไมเจ้าคะ" "เอ้า ก็ตอก จะได้รู้ว่าออกไปจากที่นี่อ่ะสิ" แล้วท่านก็หยิบภาพทั้งหมดออกจากถุง ยื่นให้คุณตาบาตรตะกรุดไปดำเนินการต่อ แล้วท่านก็คืนถุงกระดาษมีหูหิ้วให้เรา "เอ้า กระเป๋านี่เอาคืนไป" ^^ มานึกตอนหลัง ว่าเราคงไม่ได้เรียนท่านว่า ถวายทั้งถุงด้วย ท่านเลยคืนให้ หลวงพ่อจะใช้ของทุกอย่างด้วยประโยชน์สูง ประหยัดสุด เคยเห็นท่านนำริบบิ้น หรือเชือก ที่มากับห่อของซึ่งคนเขาถวาย เก็บมารวมๆ ไว้ใช้ประโยชน์ต่อไป

ลูกลุงเยี่ยมไม่ทราบว่า ภาพ 2,000 ใบที่ถวายไปนั้น หลวงพ่อจะแจกตอนไหน เมื่อไหร่ และจะมีสัญญลักษณ์อะไรจากวัด
แต่ตอนนี้ ลูกลุงเยี่ยมมีความยินดีจะแจ้งให้ผู้มีอุปการคุณทุกท่านทราบว่า ภาพส่วนที่ได้รับกลับมา (หลวงพ่อเสกแล้ว) ก็จัดส่งไปให้ทุกท่าน ที่เรามีที่อยู่แล้วค่ะ ^^

๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐

เรื่องอริยสัจ (เกิด แก่ เจ็บ ตาย)

หลายวันก่อน น้องชายผู้ไม่เคยเห็นหน้าท่านหนึ่งโทร.มาหาลูกลุงเยี่ยม บอกว่า "พี่ครับ ผมมีเรื่องจะขอร้องให้พี่ช่วย"

อืมม์ "เรื่องอะไรคะน้อง...โอ...ค่ะๆ เดี๋ยวพี่รีบไปวัดให้เลย"

------------------------------------

ลูกลุงเยี่ยมผละจากจอคอมพิวเตอร์ เอาปัจจัยใส่ซอง 500 บาท เขียนชื่อคุณพ่อของน้องเขา มือไม้สั่น น้ำตาซึม แล้วรีบไปวัดชายนาทันที ไปถึงตอนเที่ยงกว่าๆ จึงได้ทราบว่าหลวงพ่อไม่อยู่ ท่านมีกิจนิมนต์ที่มหาชัย จะกลับเย็นๆ ลูกลุงเยี่ยมเล่าธุระให้คุณตาบาตรตะกรุดฟัง ว่ามีน้องคนหนึ่งคุณพ่อกำลังป่วยหนัก อยากทำบุญ และขอเมตตาให้หลวงพ่อแผ่เมตตาให้คุณพ่อของเขา คุณตาก็รับทราบ แล้วบอกว่าให้ลองไปตอนเย็นอีกครั้ง พอตอนเย็นลูกลุงเยี่ยมก็ไปอีกรอบ ที่วัดมีคนเยอะแยะมากมายมารอกราบหลวงพ่อ มีรถทัวร์ 2 คัน และรถส่วนตัวต่างๆ หลายรุ่น หลายยี่ห้อ ลูกลุงเยี่ยมรอเวลาให้คนพอจะบางตา ครั้นเวลาประมาณเกือบ 5 โมงเย็นอันเป็นเวลาที่หลวงพ่อจะลงโบสถ์ ก็ยังมีญาตโยมกลุ่มหนึ่งคุยธุระอยู่เบื้องหน้าหลวงพ่อประมาณ 10 คน รู้สึกจะเป็นการนิมนต์หลวงพ่อให้ไปงานทำบุญอะไรสักอย่าง เห็นหลวงพ่อวงในปฏิทินไว้ วันนี้หลวงพ่อต้องใส่แว่นตาดำตลอดเวลา เพราะท่านมีอาการเจ็บตามาหลายวันแล้ว เรานั่งอยู่ในส่วนข้างหนึ่ง ดูจังหวะ ว่าให้คนที่อยู่ก่อนคุยธุระของเขาเสร็จแล้ว (ในระหว่างรอก็ภาวนาพุทโธบ้าง เรียกหลวงพ่อในใจบ้าง บอกจุดประสงค์การมาในใจบ้างตลอด) พอได้จังหวะเราก็ถือซอง พนมมือ กราบเรียนหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อเจ้าคะ รุ่นน้องผู้ชายของโยม เขาอยู่กรุงเทพฯ เขากับพ่อตั้งใจจะมากราบหลวงพ่อด้วยกันสองคนพ่อลูก แต่พ่อเขามีเหตุเกิดเสียก่อนจึงมาไม่ได้ คือมีอาการเส้นเลือดในสมองแตก นอนเฉยๆ อยู่เป็นเดือนแล้วเจ้าค่ะ ลูกชายเขาเลยมาคนเดียว แต่ก็ไม่เจอหลวงพ่อ วันนี้ลูกชายเขาจึงฝากปัจจัยให้โยมมาทำบุญกับหลวงพ่อ ให้พ่อเขา..." ลูกลุงเยี่ยมยังไม่ทันพูดอะไรต่อ ท่านก็เปิดฝาบาตร ให้เราหย่อนซองลงไป แล้วหลวงพ่อก็พนมมือสวด ยถาฯ ท่านสวดมนต์จบก็หยิบกำตอกจุ่มในขันน้ำมนต์ มาเคาะหัวเรา 2-3 โป๊ก บอกว่า 'เอ้า นายบุญสมมาไม่ได้ ฝากยายนี่ไปนะ' แล้วท่านก็ลุกจากที่รับแขก จัดสบง จีวร เดินฉับๆ ไปลงโบสถ์ทันที



ข้อสังเกตุ : เรายังไม่ได้บอกว่า "ขอพรให้พ่อน้องเขา" เลย เหมือนท่านรู้อยู่แล้ว เพราะมีคนคนฝากปัจจัยมาถวายหลวงพ่อแล้ว ท่านก็ไม่ได้กล่าวบาลีเต็มสูตรแบบนี้ให้ และบนซอง เราก็เขียนหนังสือตัวเล็กๆ ถืออยู่ในมือพนมไว้ พอหลวงพ่อให้เอาใส่บาตร ท่านก็ปิดฝาบาตรทันที เราก็ยังไม่ทันบอกชื่อพ่อน้องชัดๆ ก็เหมือนท่านรู้อยู่แล้วอีกเช่นกัน เราเองยังจำชื่อพ่อน้องไม่ค่อยได้ ต้องเหลือบดูซอง แต่หลวงพ่อกล่าวชัดเจน 'เอ้า นายบุญสมมาไม่ได้ ฝากยายนี่ไปนะ' หลวงพ่อสวดเป็นบาลี (ภาษาพระ) อย่างเดียว แต่เมื่อเราหาคำแปลมาอ่าน จึงพบว่าซาบซึ้ง เป็นกุศลยิ่ง



อนุโมทนารัมภคาถาแปล

ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง

ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ ฉันใด

เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ

ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วแต่โลกนี้, ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วได้ ฉันนั้น.

อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง

ขออิฏฐผลที่ท่านปรารถนาแล้วตั้งใจแล้ว

ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ

จงสำเร็จโดยฉับพลัน

สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา

ขอความดำริทั้งปวงจงเต็มที่

จันโท ปัณณะระโส ยะถา

เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ

มะณิ โชติระโส ยะถา

เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสวควรยินดี ฯ

----------------------------------------------------------

สามัญญานุโมทนาคาถาแปล

สัพพีติโย วิวัชชันตุ

ความจัญไรทั้งปวง จงบำราศไป

สัพพะโรโค วินัสสะตุ

โรคทั้งปวง (ของท่าน) จงหาย

มา เต ภะวัตวันตะราโย

อันตรายอย่ามีแก่ท่าน

สุขี ทีฆายุโก ภะวะ

ท่านจงเป็นผู้มีความสุขมีอายุยืน

อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน, จัตตาโร ธัมมาวัฑฒันติ, อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง

ธรรมสี่ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ, ย่อมเจริญแก่บุคคล ผู้มีปรกติไหว้กราบ, มีปรกติอ่อนน้อม (ต่อผู้ใหญ่) เป็นนิตย์ ฯ





ขอให้ท่านผู้ผ่านมาอ่านพบ และได้ปฏิบัติทาน ศีล ภาวนา เสมอๆ ให้ได้ระลึกถึง และอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้คุณพ่อบุญสมได้ค่ะ เรื่องของ "บุญ" ไม่เหมือนสิ่งอื่นบนโลกนี้ เพราะยิ่งให้ยิ่งเพิ่ม ไม่มีพร่อง
----------------------------------------------------------------------
ขอไว้อาลัยให้กับคุณพ่อบุญสม คุณะเพิ่มศิริ ที่ได้จากมนุษยโลกไปเมื่อ วันศุกร์ที่ 23 พ.ย. 50 ด้วยผลบุญที่ท่านและลูกชายได้ทำบุญสังฆทาน มหาสังฆทาน และวิหารทานกับหลวงพ่อตัด ปวโร ขอให้ท่านไปสู่สวรรคสมบัติ นิพพานสมบัติ ในเบื้องหน้าโน้นเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ ฉันใด ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วแต่โลกนี้, ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วได้ ฉันนั้น.

ทำบุญ กับเนื้อนาบุญอันประเสิรฐ


วันออกพรรษา
ต ร ง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๑ ๑
วันออกพรรษา คือวันสิ้นสุดระยะการจำพรรษา หรือออกจากการอยู่ประจำที่ในฤดูฝนซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ วันออกพรรษานี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันมหาปวารณา" คำว่า"ปวารณา"แปลว่า "อนุญาต" หรือ "ยอมให้" คือ เป็นวันที่เปิดโอกาสให้พระภิกษุสงฆ์ด้วยกัน ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ในข้อที่ผิดพลั้งล่วงเกินระหว่างที่จำพรรษาอยู่ด้วยกัน ในวันออกพรรษานี้กิจที่ชาวบ้านมักจะกระทำก็คือ การบำเพ็ญกุศล เช่น ทำบุญตักบาตร จัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาพระที่วัด และฟังพระธรรมเทศนา ของที่ชาวพุทธนิยมนำไปใส่บาตรในวันนี้ก็คือ ข้าวต้ม มัดไต้ และข้าวต้มลูกโยน...
จาก เว็บธรรมะไทย

ลูกลุงเยี่ยมก็ไปทำบุญวันออกพรรษาที่วัดชายนามาเช่นกัน โดยนัดแนะกับแม่ตั้งแต่เมื่อคืน ให้แม่เตรียมปิ่นโตให้ ลูกจะเป็นตัวแทนครอบครัวไปทำบุญให้เอง ปกติแล้ว ชาวบ้านนอกเรา มีธรรมเนียมนิยมในการไปทำบุญที่วัดในวันสำคัญทางศาสนาอยู่แล้ว โดยใครใกล้ที่ไหน ก็ไปที่นั่น ปกติที่บ้านลุงเยี่ยมก็ไปทำบุญที่วัดประจำตำบลเรา แต่วันนี้ลูกตั้งใจอยากไปทำบุญกับ "เนื้อนาบุญอันประเสิรฐ" ตามความคิดของลูก พ่อแม่ก็ไม่ขัด โมทนายินดี เพียงแต่ไม่ได้ไปด้วย เพราะเดี๋ยวจะมีคำถามมากมายจากเพื่อนบ้านว่า ทำไมไปทำบุญข้ามเขต! จะเกิดโทษกับผู้พูดเสียเปล่าๆ แต่ลูกไปคนเดียวได้อย่างคล่องตัว เพราะไปประจำอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่เคยไปสวดมนต์ ทำบุญ ฟังเทศน์ วัดชายนาเลย
เราตืน 6 โมงเช้า อาบน้ำแต่งชุดขาว แม่ก็เตรียมปิ่นโตเสร็จพอดี บอกว่า ทำเผื่อแม่ พ่อ และครอบครัวด้วย แล้วอย่าลืมกรวดน้ำเอาบุญส่งไปให้ถึงปู่ย่าตาทวด บรรพบุรุษของเราด้วย ที่วัดชายนา มีสาธุชนไปทำบุญวันออกพรรษากันมากมาย พระเณรผู้ทรงศีลก็มีมากทีเดียว ราวๆ 20 รูป โดยมีหลวงพ่อตัด ปวโร เป็นองค์ประธาน
ร่างกายหลวงพ่อดูยังบ่งบอกว่ามีอาการป่วย แต่ท่าทาง น้ำเสียงหลวงพ่อ ยังองอาจ เข้มแข็ง เหมือนเดิม ท่านนำสวดไป ก็มีอาการระคายคอ และต้องสลับกับการถ่มเสมหะลงในกระโถนข้างองค์เป็นระยะๆ ลูกลุงเยี่ยมยิ่งเซ้นส์สิทีฟอยู่ ถึงกับน้ำตาซึม ที่หลวงพ่อไม่ยอมพัก แต่กลับมาปฏิบัติศาสนกิจ เป็นศูนย์รวมศรัทธาของสาธุชนในวันสำคัญเช่นนี้ T_T หลังจากญาตโยมถวายภัตตาหาร และพระสงฆ์สวดให้พร เสร็จพิธีแล้ว พระสงฆ์เริ่มฉันภัตตาหาร แต่องค์หลวงพ่อยังเมตตาเทศน์ให้ญาติโยมฟัง 1 กัณฑ์ เกี่ยวกับเรื่อง วันออกพรรษา และวันมหาปวารณา ตามที่คัดลอกจากเว็บธรรมะไทยมาเกริ่นไว้ช่วนต้นนั่นเอง เพิ่งเห็นหลวงพ่อขึ้นธรรมาสถ์เทศน์เป็นครั้งแรก ท่านสวมแว่นตา อ่านข้อความจากใบลาน เทศน์ผ่านไมโครโฟน ด้วยสำเนียงกรุงเทพฯ ^^ (ไม่ได้เหน่อแบบที่ท่านพูดปกติ) น้ำเสียงหลวงพ่อ กังวาน มีพลังอานาจ และน่าฟัง จนดูไม่เหมือนว่าท่านป่วยอยู่
พอท่านกล่าวถึง "เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้..." ท่านก็บอกว่า เอ้า กินข้าวกัน แล้วลงจากธรรมาสถ์ และเดินฉับๆ ลงมา อ้อมศาลาไปทางโบสถ์ โดยไม่เห็นท่านฉันเช้า จึงถามคุณยายที่มาถือศีลอยู่วัดว่า หลวงพ่อไม่ฉันเหรอยาย ยายบอกว่า หลวงพ่อคงฉันข้าวต้มตอนเช้าแล้ว (เพราะท่านป่วยอยู่)
ตอนเอาน้ำที่กรวดแล้วไปเท...ที่นี่มีธรรมเนียมที่แปลกจากวัดในตำบลเรานิดหน่อย คือทุกคนถือกระดาษทิชู ใบไม้ ใบตอง ไปรองรับน้ำที่เทลงบนพื้นดินด้วย คุณยายผ้าขาวคนหนึ่ง แบ่งทิชชูให้เราด้วยเมื่อเห็นเรามีแต่แก้วน้ำเปล่าๆ แล้วบอกให้ทำตามยาย พอเทน้ำเสร็จ ก็ถามยายว่า "เอากระดาษรองทำไมเหรอยาย" ยายบอกว่า เพราะดินสกปรกน่ะสิ ที่จริงลูกลุงเยี่ยมเคยฟังข้อวินัยสงฆ์ข้อหนึ่ง ที่บอกว่า ไม่ให้ทำน้ำตกลงบนพื้นดินโดยตรง จะเป็นอันตรายต่อชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ในดินได้ ท่านจึงให้น้ำผ่านใบไม้ หรือเครื่องรองรับอย่างอื่นก่อน ทำให้นึกในใจว่าหลวงพ่อท่านเคร่งครัดพระวินัย แล้วยังมีกุศโลบายสอนสั่งให้ญาตโยมทำตามเป็นบุญกุศลใหญ่ด้วย

ตอนถือปิ่นโตเปล่าออกมาที่รถ เห็นหลวงพ่อกำลังเดินเข้าไปในโบสถ์พอดี มีพรรคพวกคนชายนาที่รู้จักกัน แซวว่า "เอ้า ไม่อยู่ทั้งวันเหรอ แต่งชุดขาวเขาต้องอยู่ทั้งวันนา" ขณะกำลังสตาร์ตรถกลับบ้าน จึงบอกเขาว่า "เดี๋ยววันหลังๆ วันนี้ซ้อมๆ ไว้ก่อน ^^" แต่ก็คิดว่า เย็นๆ จะไปสวดมนต์ทำวัตรเย็นอีกครั้ง

กัลยาณมิตรคนหนึ่งเคยบอกว่า การจะได้ชื่อว่า รู้จัก และมีศรัทธาต่อพระสงฆ์องค์ใดนั้น ต้องหมั่นไปทำบุญกับท่าน ไปปฏิบัติภาวนากับท่านด้วย จึงจะถือได้ว่า เป็นศิษย์ท่านจริงๆ ในขณะที่เรายังมีความพร่องอยู่มากอย่างนี้ การจะไปกล่าวว่า ท่านนั้นท่านนี้เป็นครูบาอาจารย์ของเรา ระวังคนฟังที่เขาเห็นเราไม่เข้าท่า เขาจะปรามาสไปถึงครูบาอาจารย์ของเราให้มัวหมองได้...

ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ขอให้ท่านที่ได้รับทราบทุกคน ทุกตน จงโปรดโมทนาเอาเถิด สาธุๆๆ